การรวมกันของการตรวจ

01. การประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

การผสมผสาน NT-proBNP, CK-MB, โปรตีนจับกรดไขมันของหัวใจ (H-FABP), และ D-dimer ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว, หัวใจขาดเลือด และการเกิดลิ่มเลือดได้อย่างครบถ้วน

  1. NT-proBNP ใช้เป็นตัวชี้วัดภาวะหัวใจล้มเหลว และแสดงให้เห็นถึงภาระที่หัวใจต้องรับ
  2. CK-MB และ H-FABP เป็นตัวชี้วัดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและมีประโยชน์ในการวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  3. D-dimer ประเมินความเสี่ยงของการก่อตัวของลิ่มเลือด ซึ่งช่วยทำนายความเสี่ยงของเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือด

02. การประเมินการอักเสบและการติดเชื้อ

การผสมผสาน CRP, Procalcitonin (PCT), Serum Amyloid A (SAA), และ Interleukin-6 ช่วยให้วินิจฉัยการติดเชื้อแบคทีเรียและระดับการอักเสบทั่วร่างกายได้อย่างละเอียด

  1. CRP และ SAA เพิ่มขึ้นเมื่อมีการอักเสบ เหมาะสำหรับการประเมินระดับการอักเสบ
  2. PCT เป็นไบโอมาร์คเกอร์ที่แสดงถึงการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีประโยชน์ในการวินิจฉัยการติดเชื้อรุนแรงในระยะแรก
  3. Interleukin-6 กระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน จึงใช้วัดระดับการอักเสบทั่วร่างกายหรือการติดเชื้อ

03. การประเมินการทำงานของไตและความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน

การผสมผสาน Microalbumin ในปัสสาวะ (MAU), Myeloperoxidase (MPO), และ CK-MB ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคไตได้

  1. MAU ใช้เป็นตัวชี้วัดเริ่มต้นของการทำงานของไตผิดปกติและมีประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงของโรคไต
  2. MPO เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นตัวชี้วัดการอักเสบและความเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน
  3. CK-MB อาจแสดงถึงผลกระทบจากการทำงานของไตที่ลดลง

04. การประเมินโภชนาการและการเผาผลาญกระดูก

การผสมผสาน Ferritin, 25-Hydroxyvitamin D, และ Retinol Binding Protein (RBP) ช่วยประเมินการเผาผลาญกระดูกและความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโภชนาการ

  1. Ferritin แสดงถึงสถานะการสะสมธาตุเหล็กและแปรเปลี่ยนในภาวะโลหิตจางหรือการอักเสบ
  2. 25-Hydroxyvitamin D แสดงสถานะของวิตามิน D ช่วยประเมินความหนาแน่นของกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน
  3. RBP เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญวิตามิน A และแสดงถึงภาวะโภชนาการ

05.การประเมินฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ

การผสมผสานฮอร์โมน Anti-Müllerian (AMH), Gastrin 17 (G-17), และ Interleukin-6 ช่วยประเมินความผิดปกติของระบบย่อยอาหารและต่อมไร้ท่อได้อย่างครอบคลุม

  1. AMH ใช้ในการประเมินการทำงานของรังไข่และความเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก
  2. G-17 เกี่ยวข้องกับการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและประเมินการทำงานของระบบย่อยอาหาร รวมถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori
  3. Interleukin-6 มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อ

06.การประเมินภาวะความเครียดจากออกซิเดชันและสารต้านอนุมูลอิสระ

การผสมผสาน Myeloperoxidase (MPO), Lipoprotein-associated Phospholipase A2 (Lp-PLA2), และ Heart-Type Fatty Acid-Binding Protein (H-FABP) ช่วยประเมินระดับความเครียดจากออกซิเดชันและผลกระทบต่อหลอดเลือด

  1. MPO มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบและความเครียดจากออกซิเดชัน แสดงถึงความเสี่ยงของการแข็งตัวของหลอดเลือด
  2. Lp-PLA2 ช่วยประเมินความเสี่ยงของหลอดเลือดแข็งตัวโดยการย่อย LDL ที่ถูกออกซิไดซ์
  3. H-FABP แสดงถึงความเครียดจากออกซิเดชันและช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

07.การประเมินการทำงานของตับและความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ

การผสมผสาน Ferritin, CRP, และ Interleukin-6 ช่วยประเมินความเสี่ยงของการอักเสบในตับและโรคไขมันพอกตับ

  1. Ferritin แสดงถึงการเผาผลาญธาตุเหล็กและการทำงานของตับที่ผิดปกติ
  2. CRP และ Interleukin-6 เป็นตัวชี้วัดการอักเสบในตับ เช่น การอักเสบเรื้อรังหรือโรคไขมันพอกตับ

08.การประเมินสุขภาพกระดูกและข้อ

การผสมผสาน Collagen Type I N-terminal Propeptide, 25-Hydroxyvitamin D, และ Ferritin ช่วยประเมินความเสี่ยงของความหนาแน่นของกระดูกลดลงและโรคกระดูกพรุน

  1. Collagen Type I N-terminal Propeptide เป็นตัวชี้วัดการสร้างกระดูก
  2. 25-Hydroxyvitamin D ช่วยประเมินการเผาผลาญแคลเซียมและความหนาแน่นของกระดูก
  3. Ferritin เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญธาตุเหล็กซึ่งอาจส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูก

09.การประเมินระบบภูมิคุ้มกันและโรคภูมิต้านตนเอง

การผสมผสาน Interleukin-6, CRP, และ Serum Amyloid A (SAA) ช่วยประเมินการตอบสนองของภูมิคุ้มกันหรือการดำเนินของโรคภูมิต้านตนเอง

  1. Interleukin-6 ใช้ประเมินการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและกิจกรรมของโรคภูมิต้านตนเอง
  2. CRP และ SAA เป็นตัวชี้วัดการตอบสนองในระยะเฉียบพลัน

10.การประเมินระบบย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร

การผสมผสาน Gastrin 17 (G-17), Pepsinogen I (PG I), และ Pepsinogen II (PG II) ช่วยประเมินสุขภาพระบบย่อยอาหารและภาวะของเยื่อบุกระเพาะอาหาร

  1. G-17 แสดงถึงการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ H. pylori
  2. PG I และ PG II ช่วยประเมินสุขภาพของเยื่อบุกระเพาะอาหาร

11.การประเมินการตั้งครรภ์และการทำงานของระบบสืบพันธุ์

การผสมผสาน Anti-Müllerian Hormone (AMH) และ Adiponectin ช่วยให้สามารถประเมินโอกาสในการตั้งครรภ์ สุขภาพของรังไข่ และการเผาผลาญของร่างกายได้

  1. AMH ใช้ประเมินการทำงานของรังไข่ โดยแสดงถึงจำนวนฟอลลิเคิลและความสามารถในการสืบพันธุ์
  2. Adiponectin เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ไขมัน ซึ่งมีบทบาทในระบบเผาผลาญและช่วยประเมินภาวะมีบุตรยากและสุขภาพการเผาผลาญ

12.การประเมินสุขภาพผิวและความยืดหยุ่น

การใช้ Collagen Type I N-terminal Propeptide, 25-Hydroxyvitamin D, และ Ferritin ช่วยประเมินความกระชับ ความยืดหยุ่น และความสวยงามของผิวพรรณได้

  1. Collagen Type I N-terminal Propeptide เป็นตัวชี้วัดการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยประเมินความกระชับและความยืดหยุ่นของผิว
  2. 25-Hydroxyvitamin D แสดงสถานะของวิตามิน D ซึ่งส่งผลต่อการผลัดเซลล์ผิวและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  3. Ferritin เป็นตัวชี้วัดการเผาผลาญธาตุเหล็ก โดยการขาดธาตุเหล็กอาจส่งผลต่อสีผิวและความมีชีวิตชีวา

13.การประเมินภาวะต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัย

การผสมผสาน Myeloperoxidase (MPO), Lipoprotein-associated Phospholipase A2 (Lp-PLA2), และ Serum Amyloid A (SAA) ช่วยประเมินภาวะความเครียดจากออกซิเดชันและการอักเสบ เพื่อการป้องกันการชะลอวัย

  1. MPO เป็นตัวชี้วัดความเครียดจากออกซิเดชัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของความเสียหายต่อผิวหนัง
  2. Lp-PLA2 เกี่ยวข้องกับการทำงานของไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพผิวและหลอดเลือด
  3. SAA เป็นตัวชี้วัดการอักเสบ ซึ่งการอักเสบเรื้อรังอาจเร่งกระบวนการชะลอวัย

14.สมดุลของฮอร์โมนและสุขภาพผิว

การผสมผสาน Anti-Müllerian Hormone (AMH), Adiponectin, และ Interleukin-6 ช่วยให้สามารถเข้าใจผลกระทบของสมดุลฮอร์โมนต่อสุขภาพผิว

  1. AMH ใช้ประเมินการทำงานของรังไข่และสมดุลฮอร์โมน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพผิวและเส้นผม
  2. Adiponectin เกี่ยวข้องกับสมดุลฮอร์โมนและภาวะไขมันในช่องท้อง โดยส่งผลต่อสุขภาพผิวและการเผาผลาญ
  3. Interleukin-6 เป็นตัวชี้วัดการอักเสบ ซึ่งแสดงถึงผลกระทบของสมดุลฮอร์โมนที่ไม่เหมาะสมต่อปัญหาผิว

15.การดูแลสุขภาพของเส้นผมและเล็บ

การผสมผสาน Ferritin, 25-Hydroxyvitamin D, และ Retinol Binding Protein (RBP) ช่วยประเมินสุขภาพของเส้นผมและเล็บ

  1. Ferritin แสดงปริมาณธาตุเหล็กที่สะสม ซึ่งการขาดธาตุเหล็กอาจนำไปสู่การผมร่วง
  2. 25-Hydroxyvitamin D เกี่ยวข้องกับการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของเล็บและเส้นผม
  3. RBP แสดงสถานะของวิตามิน A ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพผิวและเส้นผม

16.การประเมินสถานะโภชนาการ

การใช้ Ferritin, 25-Hydroxyvitamin D, Retinol Binding Protein (RBP), และ Adiponectin ช่วยประเมินสถานะโภชนาการที่ส่งผลต่อสุขภาพและความงาม

  1. Ferritin และ RBP เป็นตัวชี้วัดธาตุเหล็กและวิตามิน A ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพผิวและเล็บ
  2. 25-Hydroxyvitamin D แสดงสถานะของวิตามิน D ซึ่งมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพผิว
  3. Adiponectin เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและสมดุลโภชนาการ ซึ่งช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวและรูปร่างที่ดี